TTB (HOLD : Fair Price : Bt 2.00) : แนวโน้มธุรกิจหลักยังไม่ฟื้นตัว

Published
Share this article:

**คงคำแนะนำ "ถือ" ปรับมูลค่าพื้นฐานเป็น 2.00 บาท (เดิม 1.96 บาท) จากการปรับใช้มูลค่าพื้นฐานปี 2026 คำนวณด้วยวิธี GGM (ROE 8%, TG 2%) อิงจาก 0.8x PBV’26E ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้การเติบโตมีข้อจำกัด กอปรกับแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงกดดันรายได้ดอกเบี้ยลดลง แม้ว่าจะพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายก็ตาม เราคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2025 จะปรับลดลง 4% และคาดกำไรจะกลับมาขยายตัว 3% ในปี 2026 ดังนั้น ในระยะสั้นเรามองว่าความโดดเด่นของ TTB ไม่ใช่ด้านการเติบโต แต่คุณภาพสินเชื่อที่แข็งแกร่ง และคาดผลตอบแทนเงินปันผลสูงราว 6.8%/6.9% ในปี 2025-26 สำหรับในงวด 3Q25 เราคาดการณ์กำไรสุทธิที่ 5 พันล้านบาท (-3.9% YoY, +0.4% QoQ) ขณะที่ คาด NPL ratio ปรับทรงตัวที่ 2.7% **

คาดกำไรสุทธิใน 3Q25 ลดลง YoY และทรงตัว QoQ

• เราคาดว่ากำไรสุทธิใน 3Q25 ที่ 5.0 พันล้านบาท (-3.9% YoY, +0.4% QoQ) ปัจจัยกดดันกำไรลดลง YoY เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจากสินเชื่อชะลอตัว และ NIM ลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี คาดกำไรจะฟื้นตัวทรงตัว QoQ เพราะแม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะลดลง แต่รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตจากธุรกิจตลาดทุนที่ฟื้นตัว และการซื้อกิจการบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต กอปรกับการควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานชดเชยผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยสินเชื่อที่ชะลตัว

• สินเชื่อรวม คาดปรับลดลงต่อเนื่อง 1.5% QoQ (-4.3% YTD) เพราะการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ และสินเชื่อ SME ยังชะลอตัว ขณะที่สินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ขยายตัวได้ เช่น สินเชื่อจำนำทะเบียน สินเชื่อบ้านแลกเงิน บัตรเครดิต ส่วนบุคคล โดยพบว่าสินเชื่อสุทธิในเดือน ก.ค.-ส.ค. ปรับลดลงราว 1.1% จากเดือน มิ.ย.

• การควบคุมคุณภาพสินเชื่อยังทำได้ดี คาดว่า NPL ratio จะทรงตัว QoQ อยู่ที่ 2.7% ขณะที่ Coverage ratio ทรงตัวที่ 148.7%

• คาด TTB จะประกาศจ่ายปันผลระหวางกาลที่ 0.07 บาท/หุ้นสำหรับผลการดำเนินงานงวด 1H25 ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ความคืบหน้าในโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่ 2 ยังต้องรอความชัดเจน

คาดกำไรปี 2025 ปรับลดลง และฟื้นตัวในปี 2026

• ในปี 2025 TTB ดำเนินกลยุทธ์เติบโตในสินเชื่อรายย่อย พร้อมกับการควบคุมต้นทุนการเงิน สำรองหนี้ฯ และค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน อย่างไรก็ดี แรงกดดันจาก (1) สินเชื่อชะลอตัว (2) NIM อ่อนตัวลง และ (3) ตลาดทุนที่ผันผวน จากเป็นปัจจัยกดดันผลการดำเนินงานอ่อนแอ โดยคาดว่ากำไรในปี 2025 จะปรับลดลง 4% YoY ก่อนจะกลับมาเติบโตราว 3% ในปี 2026 หนุนจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัว โดยเฉพาะธุรกิจ Wealth management ที่จะมีการ Cross selling ผลิตภัณฑ์ระหว่างธุรกิจธนาคาร และธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มมากขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพควบคุมค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน

• ฐานเงินกองทุนแข็งแกร่งที่ 20% และสินเชื่อที่ชะลอตัว คาดว่า TTB จะจ่ายเงินปันผลสูงได้ โดยคาดผลตอบแทนเงินปันผลที่ 6.8/6.9% ในปี 2025-26