FINANCE (NEUTRAL : TOP PICK : KTC, MTC) : คาดผลการดำเนินงานโตต่อเนื่องใน 2H25
กำไรสุทธิรวมใน 2Q25 อยู่ที่ 6.1 พันล้านบาท (+8.7% YoY, +6.6% QoQ) งบดุลมีเสถียรภาพ NPL ratio ทรงตัวที่ 2.5% ขณะที่กำไรสุทธิรวมใน 1H25 อยู่ที่ 11.8 พันลบ. (+6% YoY) แนวโน้มใน 2H25 คาดกำไรสุทธิรวมขยายตัว HoH และ YoY หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวล้อกับสินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียมสูงขึ้น ดังนั้น เราคาดการณ์กำไรสุทธิรวมในปี 2025 เติบโต 6.1% ชะลอตัวจาก +7.6% ในปี 2024 ด้านคุณภาพสินเชื่อมีความเปาะบางจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง และต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะลูกค้าของกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ค่อนข้างอ่อนไหวต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่กดดันการส่งออกไทยชะลอตัว และกดดันการบริโภคอ่อนแอลง ด้านการลงทุน เราคงน้ำหนักการลงทุน "เท่ากับตลาด" เลือก KTC และ MTC เป็นหุ้นเด่น
กำไรสุทธิรวมใน 2Q25 เติบโต YoY และ QoQ คุณภาพสินเชื่อทรงตัว
• กลุ่มไมโครไฟแนนซ์ 4 แห่ง (KTC, MTC, SAWAD, TIDLOR) รายงานกำไรสุทธิรวมที่ 6.1 พันล้านบาท (+8.7% YoY, +6.6% QoQ) การเติบโต YoY จาก (1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว (2) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัว โดยเฉพาะจากค่าธรรมเนียมจากนายหน้าธุรกิจประกัน และ (3) สำรองหนี้ฯ ลดลง ขณะที่กำไรรวมเติบโต QoQ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว และค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลง บริษัท 4 แห่งรายงานกำไรสุทธิเติบโตทั้ง YoY และ QoQ โดย TIDLOR โดดเด่นที่สุด (+20% YoY, +8% QoQ)
• สินเชื่อรวมกลับมาขยายตัว 1.7% QoQ (+3.3% YoY) จากการเติบโตสินเชื่อของ MTC และ TIDLOR
• คุณภาพสินเชื่อทรงตัว เพราะหนี้เสียรวมเพิ่มขึ้น 0.5% QoQ ที่ 11.9 พันลบ. ขณะที่ NPL ratio ของกลุ่มไมโครไฟแนนซ์เฉลี่ยทรงตัว QoQ ที่ 2.5% ทรงตัวระดับนี้ 9 ไตรมาสติดต่อกัน (2Q23-2Q25)
**กำไรรวมใน 2H25 แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลกำไรในปี 2025 เติบโต 6.1% **
• เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของเสถียรภาพทางการเมือง เป็นความท้าทายต่อการขยายสินเชื่อใหม่ใน 2H25 อย่างไรก็ดี ความต้องการสินเชื่อจากกลุ่มลูกหนี้รายย่อย และผู้ประกอบการขนาดเล็กยังมีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยลดลงช่วยผ่อนคลายต้นทุนการเงินลง เราคาดว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มฯ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้ง HoH เทียบกับ 11.8 พันลบ. ใน 1H25 และ YoY เทียบกับ 11.4 พันลบ. ใน 2H24
• ในปี 2025 คาดว่ากำไรสุทธิรวมจะเติบโตต่อเนื่องในอัตราชะลอตัวลงที่ 6.1% YoY (2024: +7.6%) หนุนจาก (1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัวล้อกับการขยายตัวของสินเชื่อที่คาดว่าจะเติบโตราว 6% (2) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสูงขึ้น และ (3) สำรองหนี้ฯ ลดลง และการขาดทุนรถยึดลดลงจากราคาของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ที่มีเสถียรภาพดีขึ้น โดยคาดว่า TIDLOR จะมีกำไรเติบโตโดดเด่น 14.7% ในปี 2025 นอกจากนี้ MTC (+13.2%) และ KTC (+1.5%) เพิ่มขึ้น แต่กำไรของ SAWAD จะปรับลดลง 2.8%
• กลุ่มไมโครไฟแนนซ์มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่สูงมาก เราคาดว่าอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 3% โดยคาดว่า SAWAD และ KTC ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าคู่แข่งที่ราว 4.5-4.6%
**คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” เลือก KTC MTC เป็นหุ้นเด่น **
• เราคงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” เนื่องจาก (1) การเติบโตต่อเนื่องของกำไรใน 2H25 (2) คุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัว (3) รับอานิสงส์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยลดลง อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากรายงานผลการดำเนินงานใน 2Q25 แข็งแกร่ง ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนจำกัดลงในบางบริษัท นอกจากนี้ เศรษฐกิจมีความท้าทายสูงขึ้นทำให้มีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่ออ่อนแอลงได้
• เลือก KTC และ MTC เป็นหุ้นเด่น จากมุมมองบวกต่อ (1) อัตราผลตอบแทนการลงทุน (2) การเติบโตต่อเนื่องของกำไร (3) Valuation ไม่แพง และ (4) ความสามารถการควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่ดี
• เราปรับคำแนะนำ SAWAD และ TIDLOR จาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” เนื่องจากอัตราผลตอบแทนการลงทุนจำกัด หลังจากราคาหุ้นปรับสูงขึ้นถึง 61% สำหรับ SAWAD (30 มิ.ย. - 20 ส.ค.) และ 26% สำหรับ TIDLOR เทียบกับ KTC (+21%) MTC (+5%)