CPAXT (HOLD : Fair Price : Bt 15.00) : ต้นทุนการขยายธุรกิจออนไลน์กดดันกำไร 2Q26
เราคงคำแนะนำ “ถือ” ที่มูลค่าพื้นฐาน 15.00 บาท รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1.9 พันล้านบาท (-18%YoY, -33%QoQ) ใกล้เคียงกับที่เราและตลาดคาด กำไรที่ลดลงเป็นผลจากอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 60 bps YoY จากค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำ last-mile delivery และอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง 20 bps YoY แนวโน้มการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในช่วง 3Q26 ยังคงมีความท้าทาย แม้ว่า Makro จะมีปัจจัยหนุนจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสของภาครัฐ แต่ด้วยต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นและแรงกดดันจากการช่องทางออนไลน์ คาดยังเป็นปัจจัยกดดันยอดขายสินค้า non-food ทั้งในร้าน Makro และ Lotus’s และเป็นผลให้อัตราการทำกำไรของบริษัทลดลง
กำไรสุทธิ 2Q26 ลดลงทั้ง YoY และ QoQ
• ธุรกิจค้าส่ง (Makro) รายงาน EBITDA ลดลง 3%YoY ใน 2Q26 จาก อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจขายส่งลดลง 30 bps YoY ใน 2Q26 ผลจากสัดส่วนยอดขายที่อัตรากำไรขั้นต้นต่ำเพิ่มขึ้นจากยอดขายอาหารแห้งที่เพิ่มขึ้นรับปัจจัยบวกจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส สวนทางกับยอดขายสินค้า Non-food ที่ยังคงลดลง แม้ว่าจะมีรายได้ 7.1 หมื่นล้านบาท (+4%YoY) หนุนจากการรับรู้ยอดขายจาก Lucky Frozen และ SSSG ช่วง 2Q26 ที่ -0.9% YoY จาก SSSG ของ B2B ในไทยที่เป็นบวกจากการกักตุนสินค้าแต่ SSSG ของ B2B ในต่างประเทศลดลง YoY จากปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น YoY จากการเพิ่มขีดความสามารถในการทำ last-mile delivery เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาวของธุรกิจออนไลน์ ค่าใช้จ่ายการทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย และค่าใช้จ่ายของ Lucky Frozen
• ธุรกิจค้าปลีก (Lotus's) รายงาน EBITDA ลดลง 7%YoY ใน 2Q26 ผลจากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจค้าปลีกที่ลดลง 10 bps YoY ใน 2Q26 ผลจากการลดลงของยอดขายสินค้า non-food บวกกับรายได้จากการขายที่ 5.5 หมื่นล้านบาท ทรงตัว YoY ใน 2Q26 ผลจากพื้นที่ขายที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.89 ล้าน ตร.ม. (+4%YoY) หักกลบกับ SSSG ของ Lotus’s ที่ -3.9%YoY เนื่องจากผลกระทบของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส แม้ว่า SSSG ของ Lotus’s มาเลเชีย เพิ่มขึ้น YoY เนื่องจากได้ประโยชน์
จากมาตรการภาครัฐ
• รายได้อื่นๆ ใน 2Q26 ที่ 1 พันล้านบาท (+58%YoY, +46%QoQ) ส่วนใหญ่เป็นผลจากการรับรู้รายได้ผ่านการสร้างมูลค่าของข้อมูล (Data Monetization) ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นไม่ประจำ
โครงการ Happitat
จะเปิดให้บริการในวันที่ 21 ส.ค. 2026 โดยคาดว่าจะมีอัตราการเช่าพื้นที่ค้าปลีก 70% และมีอัตราการเข้าใช้พื้นที่เช่าอาคารสำนักงาน 30% จากผู้เช่าที่เซ็นสัญญาแล้ว 40% บริษัทเริ่มรับรู้ผลขาดทุนจากโครงการ Happitat ไตรมาส1-2 รวมกัน 100 ล้านบาท และคาดว่าในไตรมาส3-4 จะรับรู้ผลขาดทุนอีกราวไตรมาสละ 200 ล้านบาท
คำแนะนำ "ถือ" กำลังซื้อผู้บริโภคยังคงอ่อนแอ
มูลค่าพื้นฐาน 15.00 บาท คำนวณด้วยวิธี PE Multiple ที่ 15xPE’27E ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยกลุ่มพาณิชย์ไทย