เปรียบเทียบกองทุน RMF vs Thai ESG เตรียมวางแผนลดหย่อนภาษีให้คุ้มค่า กับกองทุนที่เหมาะกับคุณ
วางแผนลดหย่อนภาษีปลายปี 2568: เปรียบเทียบ RMF และ Thai ESG กับ บล.พาย
ช่วงปลายปีถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของนักลงทุนที่ต้องการ วางแผนภาษีให้มีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในเครื่องมือยอดนิยมคือ กองทุนลดหย่อนภาษี ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือ กองทุนรวม Thai ESG ที่ลงทุนในหลักทรัพย์ไทยตามเกณฑ์ ESG
ทั้งสองกองทุนได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี แต่มีเงื่อนไขและนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกัน ดังนั้นการทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนเลือกลงทุนกับ บล.พาย (Pi Financial) จะช่วยให้ใช้สิทธิได้คุ้มค่าที่สุด
⭐ RMF – กองทุนลดหย่อนภาษีเน้นเกษียณ
เงื่อนไขสำคัญของ RMF:
ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ไม่เกิน 30% ของรายได้พึงประเมิน รวมไม่เกิน 500,000 บาท
ต้องลงทุน ต่อเนื่องทุกปี หรือปีเว้นปี
ต้องถือครอง ไม่น้อยกว่า 5 ปี และขายได้เมื่ออายุครบ 55 ปี
มีตัวเลือกการลงทุนทั้ง หุ้น–ตราสารหนี้–ต่างประเทศ ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี
เหมาะสำหรับนักลงทุนที่วางแผนเกษียณระยะยาว และต้องการสร้างวินัยการออมทุกปี
⭐ Thai ESG – กองทุนลดหย่อนภาษีที่เน้นการลงทุนยั่งยืน
เงื่อนไขสำคัญของ Thai ESG Fund:
ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ไม่เกิน 30% ของรายได้พึงประเมิน รวมไม่เกิน 300,000 บาท
ไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี
ถือครอง ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ซื้อ
ลงทุนใน หุ้นไทยและตราสารหนี้ ที่อยู่ภายใต้เกณฑ์ SET ESG Index
เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการสนับสนุนกิจการที่มีการกำกับดูแลที่ดี โปร่งใส และมุ่งเน้นความยั่งยืน
🔎 ควรเลือก RMF หรือ Thai ESG ดี?
ขึ้นอยู่กับ:
🎯 เป้าหมายการลงทุน (เกษียณ หรือสร้างผลตอบแทนระยะกลาง–ยาว)
⏳ ระยะเวลาที่ต้องการถือครอง
📆 ความสามารถในการลงทุนต่อเนื่อง
⚖️ ระดับความเสี่ยงที่รับได้
อย่าลืมตรวจสอบสิทธิลดหย่อนภาพรวม เช่น PVD, SSF (เดิม), หรือประกันบำนาญ เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนตามกฎหมาย
🚀 พร้อมลงทุนลดหย่อนภาษีปีนี้แล้ว?
บล.พาย (Pi Financial) มีครบทั้ง RMF และ Thai ESG ให้เลือกตามสไตล์ความเสี่ยงของคุณ
ซื้อกองทุนได้ง่ายผ่าน Pi App พร้อมข้อมูลกองทุนครบถ้วน
ลงทุนเลย 👉 [https://bit.ly/3JJ4SFS]
⚠️ คำเตือนการลงทุน
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน