STANLY (BUY : Fair Price : Bt 237.00) : เน้นลดต้นทุน ชดเชยอุตสาหกรรมที่ชะลอ

Published
Share this article:

จากการที่ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่สดใสนัก จากปัญหาเศรษฐกิจและการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงิน STANLY จึงมีการกลับมาเน้นการควบคุมต้นทุนภายในเป็นหลัก ทั้งการจัดหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ หรือการควบรวมไลน์การผลิต ซึ่งจะเริ่มเห็นผลชัดเจนตั้งแต่งบประมาณปี 25 (เม.ย.24-มี.ค.25) เป็นต้นไป ขณะที่ผลประกอบการงวด FY3Q23 ออกมามีกำไรสุทธิใกล้เคียงกับที่เราคาดไว้ โดยอยู่ที่ 443 ล้านบาท (+18%YoY,-11%QoQ) โดยมีปัจจัยบวกสำคัญคืออัตรากำไรขั้นต้นที่สูงถึง 19.2% ทั้งนี้เราปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” หลังปรับไปใช้มูลค่าเหมาะสมปี 25 ที่ประเมินได้ที่ 237 บาท (10.5XPER’25E) โดยมองว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีฐานะ การเงินแข็งแกร่ง และพร้อมรับงานจากค่ายรถยนต์จีนที่เข้ามาได้

FY3Q24 มีกำไรสุทธิ 443 ล้านบาท (+18%YoY,-11%QoQ)

• STANLY มีกำไรสุทธิงวด FY3Q24 (ต.ค.-ธ.ค.23) ที่ 443 ล้านบาท (+18%YoY,-11%QoQ) ถ้าไม่รวมรายการพิเศษอย่างขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและสัญญาทางการเงินประมาณ 10 ล้านบาทจะมีกำไรปกติที่ 453 ล้านบาท ใกล้เคียงที่เราคาดไว้ โดยการลดลงจาก FY2Q24 เพราะไม่มีเงินปันผลรับเข้ามา

• รายได้ที่ 3,607 ล้านบาท (+0.1%YoY,-4%QoQ) การเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพราะมีการรับรู้คำสั่งซื้อใหม่ที่มีมูลค่าสูงอย่าง Honda Accord เข้ามา ส่วนเทียบกับไตรมาสก่อนลดลงเล็กน้อยเพราะเป็นช่วงที่มีวันหยุดค่อนข้างมาก

• กำไรขั้นต้นที่ 19.2% ดีขึ้นจาก 17% ใน FY3Q23 และ 16.3% ใน FY2Q24 เป็นผลจากโมเดลใหม่มีมูลค่าสูงถึง รวมถึงผลดีจากค่าไฟที่ลดลง สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ 286 ล้านบาท (+4%YoY,+2%QoQ)

• รายได้อื่นรวมที่ 56 ล้านบาท (+27%YoY,-68%QoQ) การลดลงแรงจากไตรมาสก่อนเพราะไม่มีเงินปันผลรับ ส่วนการเพิ่มจากปีก่อนส่วนหนึ่งเป็นผลจากดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ 102 ล้านบาท (-2%YoY,+17%QoQ)

**คุ้มต้นทุนหนัก เพื่อรับกับอุตสาหกรรมที่ไม่สดใส **

จากภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ดูไม่สดใสนักในปีนี้ โดยเฉพาะการที่ปัญหาหนี้เสียที่ทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อค่อนข้างมาก ดังนั้น STANLY เองในปี 25 (เม.ย.24-มี.ค.25) จึงหันมาเน้นการลดต้นทุนเป็นหลักอย่างเช่นการจัดหาวัตถุดิบจากประเทศจีน หรือการใช้นโยบายสั่งซื้อสินค้าร่วมกับกลุ่ม STANLY ในการต่อรองกับทาง Supplier เพื่อชดเชยรายได้ที่อาจจะไม่เติบโตนัก แม้จะมีโมเดลใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเข้ามาก็ตาม โดยเราคาดว่าจากการดำเนินงานดังกล่าวจะทำให้ผลประกอบการในปี 25 กลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

ระยะยาวยังดูดี ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ”

แนวโน้มในช่วง FY4Q24 เราคาดว่าผลประกอบการจะลดลงจาก FY4Q23 จากฐานที่สูงส่วนเทียบกับ FY3Q24 คาดว่าจะใกล้เคียงกัน เพราะจะเริ่มเห็นผลดีจากการควบคุมต้นทุนมากขึ้น แม้ว่าค่าไฟจะกลับมาปรับขึ้นแล้วก็ตาม ส่วนปี 25 เรามีการปรับประมาณการเล็กน้อยโดยปรับกำไรสุทธิลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1,815 ล้านบาท (+7YoY) เพื่อสะท้อนถึงรายได้ที่อาจจะไม่เติบโต สำหรับคำแนะนำการลงทุน เราปรับขึ้นเป็น “ซื้อ” เพราะมองว่าด้วยฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และความพร้อมในการเข้ามาของรถ EV จากจีน โดยเราปรับไปใช้มูลค่าเหมาะสมปี 25 แทนที่ 237 บาท (10XPER’25E)